ส.ว.แต่งตั้ง: ส.ว. กับการเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรของรัฐและองค์กรอิสระ

ส.ว.แต่งตั้ง: ส.ว. กับการเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรของรัฐและองค์กรอิสระ

เมื่อ 1 เม.ย. 2563
 
ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 2550 จนถึงฉบับ 2560 ประกาศใช้ มีการให้อำนาจวุฒิสภาเป็นผู้พิจารณา และให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลเพื่อเข้าทำหน้าที่ในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทุกองค์กร โดยองค์กรอิสระเหล่านี้ มีภารกิจหลักคือ การตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารในด้านต่างๆ นอกจากนี้อำนาจดังกล่าวยังถูกเขียนไว้ในกฎหมายอื่นๆ เพื่อให้วุฒิสภามีหน้าที่ให้ความเห็นชอบในการดำรงตำแหน่งสำคัญอื่นๆ ของรัฐ เช่น อัยการสูงสุด, เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา, คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.), เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นต้น
 
การพิจารณาคัดเลือกบุคคลของ ส.ว. ที่ผ่านมาจะกระทำโดยการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญขึ้นมาหนึ่งชุดเพื่อตรวจสอบประวัติบุคคลซึ่งกรรมการสรรหาของตำแหน่งนั้นๆ ได้คัดเลือกมาให้แล้วจึงทำการลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง เช่น  การแต่งตั้งตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด ตำแหน่งอัยการสูงสุด เป็นต้น
 
ตามรัฐธรรมนูญ 2560 สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดแรก จำนวน 250 คน ทั้งหมดถูกเลือกและแต่งตั้งโดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และมีวาระในการดำรงตำแหน่งยาวนานถึงห้าปี มาดูกันว่า ตั้งแต่เปิดประชุมวุฒิสภา วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ส.ว. ให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรใดบ้าง และเห็นชอบใครไปแล้วบ้าง
 
 
อัยการสูงสุด 
 
ตาม มาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 กำหนดให้ตำแหน่งอัยการสูงสุด ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา และให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง
 
3 กันยายน 2562 ในการประชุมวุฒิสภาครั้งที่ 15 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ส.ว.มีมติเห็นชอบโดยเสียงข้างมากให้ วงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ด้วยคะแนนเห็นชอบ 215 เสียง ไม่เห็นชอบ 6 เสียง งดออกเสียง 9 เสียง และบัตรเสีย 4 ใบ จากสมาชิกที่เข้าประชุมทั้งหมด 234 คน
 
 
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด 
 
ตาม มาตรา 15 วรรค 3 แห่ง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 กำหนดให้มีการเสนอชื่อบุคคลที่จะให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด  ต่อนายกรัฐมนตรี และให้นายกรัฐมนตรีเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อขอความเห็นชอบภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับรายชื่อ
 
17 กันยายน 2562 ในการประชุมวุฒิสภาครั้งที่ 19 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง มีการเสนอชื่อให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบตำแหน่งตุลากาลศาลปกครองสูงสุดทั้งหมด 13 คน โดย ส.ว. ได้ลงมติเห็นชอบ 12 คน ดังนี้ 
 
1. เสถียร  ทิวทอง ที่ประชุมลงคะแนนเห็นชอบ 187 เสียง ไม่เห็นชอบ 10 เสียง งดออกเสียง 7 เสียง
2. พงษ์ศักดิ์ กัมพูสิริ ที่ประชุมลงคะแนนเห็นชอบ 192 เสียง ไม่เห็นชอบ 6 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง
3. ณัฐ รัฐอมฤต ที่ประชุมลงคะแนนเห็นชอบ 186 เสียง ไม่เห็นชอบ 14 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง
4. ไชยเดช  ตันติเวสส ที่ประชุมลงคะแนนเห็นชอบ 189 เสียง ไม่เห็นชอบ 7 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง
5. ภานุพันธ์ ชัยรัต ที่ประชุมลงคะแนนเห็นชอล 193 เสียง ไม่เห็นชอบ 6 เสียง งดออกเสียง 6 เสียง
6. สุจินต์  จุฑาธิปไตย ที่ประชุมลงคะแนนเห็นชอบ 167 เสียง ไม่เห็นชอบ 27 เสียง งดออกเสียง 10 เสียง
7. ธีระเดช  เดชะชาติ ที่ประชุมลงคะแนนเห็นชอบ 193 เสียง ไม่เห็นชอบ 8 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง
8. พยุง  พันสุทธิรางกูร ที่ประชุมลงคะแนนเห็นชอบ 194 เสียง ไม่เห็นชอบ 5 เสียง งดออกเสียง 6 เสียง
9. ไพโรจน์  มินเด็น ที่ประชุมลงคะแนนเห็นชอบ 184 เสียง ไม่เห็นชอบ 12 เสียง งดออกเสียง 7 เสียง
10. สุรัตน์ พุ่มพวง ที่ประชุมลงคะแนนเห็นชอบ 188 เสียง ไม่เห็นชอบ 9 เสียง งดออกเสียง 7 เสียง
11. ศรศักดิ์  นิยมธรรม ที่ประชุมลงคะแนนเห็นชอบ 188 เสียง ไม่เห็นชอบ 8 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง
12. สมยศ  วัฒนภิรมย์ ที่ประชุมลงคะแนนเห็นชอบ 174 เสียง ไม่เห็นชอบ 16 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง
 
และ ส.ว. ลงมติไม่ให้ความเห็นชอบหนึ่งคน คือ กุศล รักษา ด้วยคะแนนเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งด้วยคะแนน 75 เสียง ไม่เห็นชอบ 97 เสียง และงดออกเสียง 29 เสียง เมื่อคะแนนเห็นชอบไม่เกินกึ่งหนึ่ง จึงถือว่าไม่ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง
 
 
17 กุมภาพันธ์ 2563 ในการประชุมวุฒิสภาครั้งที่ 20 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง มีการเสนอชื่อ รัชนันท์ ธนานันท์ เพื่อให้ที่ประชุมลงมติ ผลการลงคะแนนปรากฎว่า ที่ประชุมมีมติไม่เห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งด้วยคะแนนเห็นชอบ 36 เสียง ไม่เห็นชอบ 149 เสียง งดออกเสียง 33 เสียง
 
 
เลขาคณะกรรมการกฤษฎีกา 
 
ตามมาตรา 63 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522 กำหนดให้เลขาคณะกรรมการกฤษฎีกาจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ตามลำดับ
 
23 ธันวาคม 2562 ในการประชุมวุฒิสภาครั้งที่ 9 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ ปกรณ์  นิลประพัทธ ดำรงตำแหน่งด้วยคะแนนเห็นชอบ 189 เสียง ไม่เห็นชอบ 1 เสียง งดออกเสียง 9 เสียง
 
 
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
 
ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2560 กำหนดให้ ผู้ได้รับการสรรหาเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา 
 
27 มกราคม 2563 ในการประชุมวุฒสภาครั้งที่ 14 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง มีการเสนอชื่อให้วุฒิสภาเห็นชอบตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนทั้งหมดห้าคน
 
ที่ประชุมลงมติเห็นชอบสองคน ได้แก่
 
1. ปรีดา คงแป้น ได้รับคะแนนเห็นชอบ 161 เสียง ไม่ให้ความเห็นชอบ 24 เสียง งดออกเสียง 14 เสียง
 
2. สุชาติ เศรษฐมาลินี ได้รับคะแนนเห็นชอบ 171 เสียง  ไม่ให้ความเห็นชอบ 13 เสียง งดออกเสียง 15 เสียง
 
 
และมีมติไม่เห็นชอบ (คะแนนเสียงเห็นชอบไม่ถึงกึ่งหนึ่ง) สามคน ได้แก่
 
1. ลม้าย มานะการ ได้รับคะแนนเห็นชอบ 27 เสียง ไม่ให้ความเห็นชอบ 149 เสียง งดออกเสียง 23 เสียง
 
2. วิชัย ศรีรัตน์ ได้รับคะแนนเห็นชอบ 74 เสียง ไม่ให้ความเห็นชอบ 101 เสียง งดออกเสียง 24 เสียง 
 
3. บุญเลิศ คชายุทธเดช ได้รับคะแนนเห็นชอบ 121 ไม่ให้ความเห็นชอบ 49 เสียง งดออกเสียง 29 เสียง
 
 
 
 
เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแห่งชาติ 
 
ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 กำหนดให้เลขาธิการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ซึ่งคณะรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยความเห็นชอบของวุฒิสภา
 
20 ตุลาคม 2562 ในการประชุมวิสามัญครั้งที่ 1 เป็นพิเศษ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทําหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดํารงตําแหน่ง จํานวน 15 คนโดยกําหนดระยะเวลาการดําเนินการของคณะกรรมาธิการ ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่วุฒิสภา มีมติแต่งตั้ง ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 18 ธันวาคม 2562 
 
ต่อมา 3 ธันวาคม 2562 ในการประชุมครั้ง 7 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง ที่ประชุมเห็นชอบให้คณะกรรมาธิการสามัญ ขยายเวลาการพิจารณาออกไปอีก 30 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 17 มกราคม 2563
 
13 มกราคม 2563 ในการประชุมครั้งที่ 11 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง ประธานคณะกรรมาธิการสามัญมีหนังสือแจ้งต่อที่ประชุมว่า มีหนังสือแจ้งว่า ยังมีประเด็นสําคัญที่ทางคณะกรรมาธิการสามัญจําเป็นต้องตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย รวมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานที่สําคัญบางประการเพิ่มเติม คณะกรรมาธิการจึงขอขยายเวลาการพิจารณาออกไป อีก 30 วัน ซึ่งเป็นการขอขยายเวลา ครั้งที่ 2 โดยที่ข้อบังคับกําหนดให้ การตรวจสอบต้องกระทําให้เสร็จครบทุกรายภายใน 60 วันนับแต่ วันที่ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ แต่เนื่องจากการขอขยายเวลาครั้งนี้ เป็นการขอขยายเวลา ครั้งที่ 2  ซึ่งรวมระยะ เวลาทั้งหมด เป็นจํานวน 105 วัน เกินกว่าที่ข้อบังคับประชุมวุฒิสภา พ.ศ.2551 กําหนดไว้ ที่ประชุมจึงได้มีการลงมติเห็นชอบให้งดใช้ข้อบังคับ ข้อ 105 วรรคสอง เป็นการชั่วคราวเฉพาะกรณี จึงสามารถขยายเวลาการดําเนินงาน ครั้งที่ 2 ออกไปอีก 30 วัน 
 
จนกระทั่ง 18 กุมภาพันธ์ 2563 ในการประชุมครั้งที่ 21 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง  ส.ว. ได้ลงมติไม่เห็นชอบให้ พลตํารวจตรี ปรีชา เจริญสหายานนท์ ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินด้วยคะแนนให้ความเห็นชอบ 11 เสียง ไม่ให้ความเห็นชอบ 185 เสียง ไม่ออกเสียง 13 เสียง
 
 
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
 
ตามมาตรา 12  วรรคแปด แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 กำหนดให้ มีการเสนอชื่อไปยังวุฒิสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยผู้ได้รับ การสรรหาหรือ คัดเลือกนั้นต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา
 
ซึ่งก่อนที่จะมีการลงมติดังกล่าวพบว่า คณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติ ขอให้ ที่ประชุมขยายระยะเวลาเพื่อตรวจประวัติและความประพฤติก่อนที่จะมีมติเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งกว่า 4  ครั้ง ซึ่งล่าช้ากว่าที่กฎหมายกำหนดตามปกติ 
 
2 กันยายน 2562 ในการประชุมครั้งที่ 14 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทําหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดํารงตําแหน่ง จํานวน 15 คนโดยกําหนดระยะเวลาการดําเนินการของคณะกรรมาธิการ ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่วุฒิสภา มีมติแต่งตั้ง
 
16 กันยายน 2562 ในการประชุมครั้งที่ 18 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ที่ประชุมมีมติให้ขยายเวลาการพิจารณาของคณะกรรมาธิการสามัญออกไปอีก 30 วัน
 
20 ตุลาคม 2562 ในการประชุมครั้งที่ 1 สมัยวิสามัญ เป็นพิเศษ ที่ประชุมลงมติให้งดใช้ข้อบังคับวุฒิสภา ข้อ 105 วรรค 2 เป็นการชั่วคราวเฉพาะกรณี ให้มีการขยายเวลา การพิจารณา ออกไปอีก 30 วัน ซึ่งถือเป็นการเลื่อนครั้งที่สอง
 
3 ธันวาคม 2562 ในการประชุมครั้งที่  7 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง ที่ประชุมลงมติเห็นชอบให้งดใช้ข้อบังคับ ข้อ 105 วรรค 2 เป็นการชั่วคราว เฉพาะกรณี ให้คณะกรรมาธิการสามัญ ขยายเวลา การพิจารณา ครั้งที่ 3 ออกไปอีก 30 วัน ซึ่งโดยหลักจะครบกําหนดในวันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2562
 
6 มกราคม 2563 ในการประชุมครั้งที่ 10 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง เป็นพิเศษ ประธานกรรมาธิการแจ้งว่ายังมีประเด็นสําคัญที่ทางคณะกรรมาธิการสามัญจําเป็นต้อง ตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย รวมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานที่สําคัญ บางประการเพิ่มเติม คณะกรรมาธิการจึงขอขยายเวลาการพิจารณาออกไป อีก 15 วัน ถือว่าเป็นการขอขยายเวลาครั้งที่ 4 ซึ่งเกินกว่าที่ข้อบังคับกำหนดไว้ ซึ่งเดิมจะครบกําหนด ในวันอังคารที่ 14 มกราคม 2563 ดังนั้น ที่ประชุมจึงลงมติให้งดใช้ข้อบังคับ ข้อ 105 วรรคสองเป็นการชั่วคราวเฉพาะกรณี
 
จนกระทั่ง 11 กุมภาพันธ์ 2563 ในการประชุมครั้งที่ 18 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง ส.ว. ได้มีมติเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 จาก 5 คน ดังนี้ 
 
1. อุดม สิทธิวิรัชธรรม ที่ประชุมลงคะแนนเห็นชอบ 216 เสียง ไม่ให้ความเห็นชอบ 3 เสียง ไม่ออกเสียง ไม่มี
2. วิรุฬห์  เสียงเทียน ที่ประชุมลงคะแนนเห็นชอบ 216 เสียง ไม่ให้ความเห็นชอบ 3 เสียง ไม่ออกเสียง ไม่มี
3. จิรนิติ หะวานนท์ ที่ประชุมลงคะแนนเห็นชอบ 217 เสียง ไม่ให้ความเห็นชอบ 2 เสียง ไม่ออกเสียง ไม่มี
4. นภดล เทพพิทักษ์ ที่ประชุมลงคะแนนเห็นชอบ 203 เสียง ไม่ให้ความเห็นชอบ 12 เสียง ไม่ออกเสียง 4 เสียง 
 
และลงมติไม่เห็นชอบให้ ชั่งทอง โอภาสศิรวิทย์ ดำรงตำแหน่ง ด้วยคะแนนเห็นชอบ 52 เสียง ไม่เห็นชอบ 139 เสียง งดออกเสียง 28 เสียง  
 
 
 
หมายเหตุ: ในการประชุมลงมติแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีการลงมติ ไม่ให้มีการเปิดเผยบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการสามัญ เพื่อทําหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคล ผู้ได้รับการเสนอชื่อเลยสักครั้ง